อีกสิบนาทีตี2 uxp
posted on 15 Jul 2009 10:34 by forever-more in shortfic
[sf] ....อีกสิบนาทีตีสอง... [u x p]
By gertrude
……………………………...
ตากลมๆแอบมองลอดช่องประตูที่เปิดอ่าซ่าไว้เพราะอาคานิชิล็อกคอคาซึยะลากออกไปอย่างรวดเร็วจนลืมปิดห้องซ้อมกว้างๆโล่งๆของสมาชิกคัทตูน ไม่สิ จะว่าแอบมองก็ไม่เชิงเพราะว่าเค้าเองก็ยืนกอดอกพิงกรอบประตูออกจะโดดเด่นด้วยรูปร่างหน้าตาเสื้อผ้าทรงผมขนาดนี้
แถมในมือยังถือ “น้อง” น่าตาน่ารักติดไม้ติดมือมาด้วยอีกต่างหาก แต่ไม่ยักมีใครหันมาสนใจเลยสักคนเดียว ยามะพีหรี่ตามองเรียวที่ไหงมาโผล่เอาที่นี่ได้ทั้งๆที่ทั้งนิวส์ทั้งคันจานิก็มีซ้อมกันทั้งนั้น
แรงกระตุกที่ชายเสื้อทำให้เค้าละความสนใจจากภาพตรงหน้าหันมามองน้อง ตาดำๆจ้องเขม่งมาที่เค้าทำเอาหน้าแดงไม่รู้ตัว
“ยามะพีพาผมมาที่นี่ทำไมเหรอ”
‘ก็ไม่ได้ตั้งใจพามาหรอกแค่กลัวว่านายจะถูกจูเนียร์คนอื่นๆหลอกกินก็เลยคว้าติดมือมาหน่ะ’
ใจจริงอยากตอบไปอย่างนี้แต่เพราะมันไม่เท่ห์เลยตอบไปว่า
“พามารู้จักรุ่นพี่ไง แล้วก็นายยังต้องซ้อมกับยูอิจิอีกนะต้องสนิทกันไว้”
ยูโตะยังทำตาป้องแป้วใส่ยามะพีเพราะว่าเค้าหน่ะรู้จักแต่คาซึยะกับอาคานิชิเท่านั้นแหละ และเพราะไม่รู้จะทำยังไงต่อไปยูโตะก็เลยหัวเราะแหะๆใส่ยามะพีเท่านั้นเอง
แต่เพราะว่าไอ้หัวเราะแหะๆนี่แหละที่เพิ่มความน่ารักขึ้นอีกเป็นสิบเท่า จนยามะพีแทบจะคว้าตัวเอามากอดเสียเดี๋ยวนั้นเลย
แต่ก็ไม่ทันอาคานิชิจินที่ถลาลงไปกอดเอวยูโตไว้อย่างเร็วและแรงจนยูโตตัวสั่นตัวคลอน ดีว่าคาซึยะที่เดินตามหลังมาแยกทั้งคู่ออกจากกันได้ก่อนแล้วลากยูโตะหายเข้าไปข้างในเสียอย่างนั้น
แล้วก็ไม่ใช่แค่ยูโตะเท่านั้น แต่เค้าเองก็ถูกจินกึ่งลากกึ่งล็อคคอไปด้วยเช่นกัน
“แค่ก นายจะฆ่าฉันรึไงจิน”
ยามะพีหน้าแดงหันไปโวยวายใส่จินและพยายามแกะมือจินออกจากลำคอผอมๆของตัวเองโดยมีทัตสิยะที่เข้ามาช่วยด้วยอีกแรง
แต่ก็ยังไม่แพ้แรงควายๆของจินอยู่ดี
“แค่กๆๆ โอ๊ย จิน เอากีบเท้าของนายออกไปเลยไป”
“จุ๊ๆ ยามะพีพูดอย่างงี้ไม่น่ารักเลยนะครับ”
“โอ๊ย ใครเค้าจะอยากให้นายรักกัน งี่เง่า”
เถียงกันเป็นประจำสำหรับคู่นี้ เพราะคนที่รุ้ดีว่ายามะพีที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่คิดคือจินกับคาเมะเท่านั้น เพราะเป็นไอดอลตั้งแต่เด็ก เพราะต้องซ้อมร้องซ้อมเต้นซ้อมตอบคำถามให้ดูดีจนไม่มีเวลาแม้แต่จะดูทีวี เลยทำให้เพอร์เฟ็กแมนที่ใครๆต่างก็คิดว่าเพอร์เฟ็กดูเด็กขนาดไหน
และจินก็ยังเป็นจิน(ของคาเมะ) ที่ชอบแหย่ให้ยามะพีต้องเผลอทำอะไรหลุดๆออกมาอยู่เรื่อย
“แค่กๆ จิน….”
ยามะพีเริ่มเสียงอ่อนไม่รู้ตัวและไอแค่กๆเพราะจินเล่นแรงเกินไปจนทัตสึยะเริ่มหมดแรงที่จะแงะทั้งคู่ออกจากกัน
“จิน พอเถอะน่า”
“อ๊ะ”
แล้วร่างเล็กๆของยามะก็รอดพ้นจากการเกาะกุมของจิน แต่เจ้าตัวก็ยังไม่วายไอค๊อกแค่กให้ทัตจังลูบหลังให้ ดวงตากลมๆจ้องมองคนตรงหน้าที่ยังจับหัวจินไว้แน่น แล้วก็ขอบคุณมันทั้งหน้าแดงๆอย่างนั้น
“ขอบใจนะยูอิจิ”
“อื้อม”
เหมือนทุกครั้ง…………..
ยูอิจิที่มักจะพูดน้อยกับเค้าคนเดียวก็แค่ ”อื้อม” คำเดียวสั้นๆแล้วก็หันไปทุบจินต่อ
เหมือนทุกครั้ง......................
ยูอิจิที่ไม่เคยมองมาทางยามะพีเลยทั้งที่ “ทุกครั้ง” ยามะพีจะใช้ดวงตากลมๆจ้องมองยูอิจิเสมอ
แล้วยามะพีก็ยังไม่ไปไหน ยังคงอยู่ในห้องซ้อมของคัทตูนจนกระทั้งเรียวเข้ามาสะกิดนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าตัวเองมองยูอิจิที่แหย่คาเมะเล่นนานเกินไปแล้ว
“มองยูอิจิอีกแล้วนะยามะพี เลิกมองได้แล้วเดี๋ยวฉันจะเรียกให้มาคุยด้วยเองเอาไหม”
“เรียวอะ เรียวเรียวเรียว เรียวจังแกล้งฉันเหรอ”
ยามะพีพูดพร้อมๆกับพลักหัวเรียวไปมา เรียวที่ใจดีจะตายก็เอาแต่หัวเราะยอมให้ยามะพีพลักหัวเล่น แน่นอนว่าสายตาของยามะพียังคงจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มผู้ทำบีทบ๊อซเก่งที่สุดในโลกกับลังกอดฝัดอยู่กับจินไปมา โดยมียูโตะที่มองดูอย่างงงอยู่ในอ้อมกอดของคาเมะ
แล้วยูโตะทีมองเห็นยามะพีก็มองมาอย่างตกใจแล้วรีบวิ่งเข้ามาหา
“เรียวจัง”
“อะไรกัน พี่เป็นคนพามาทำไมถึงไปเรียกเรียวจังหล่ะ เรียวจังเกี่ยวอะไรด้วย”
พูดๆไปก็ทำปากจู๋ประกอบไปด้วยอย่างงอนๆ
“เรียวจังกำลังจะตาย”
“อุ่ย”
หลังจากที่ยามะพีสำนึกได้ว่าควรจะเลิกพลักหัวนิชิกิโดเรียวสักทีก็ตอนที่เรียวออกอาการหน้าเขียวแล้ว ยูโตะรีบเข้าไปกอดเรียวแล้วร้องไห้งอแงทันที
จนเป็นเรียวเสียเองที่ต้องปลอบยูโตะให้หายตกใจ แต่ก็ต้องยอมแพ้น้องที่ร้องไห้งอแงหนักกว่าเก่าแล้วปล่อยให้ยามะพีจัดการเอง
“เอ่อ ฉันขอโทษนะยูโตะ ต่อไปยามะพีคนนี้จะไม่ทำร้ายเรียวผู้แสนดีอีกแล้ว”
“ง่า .... ง่าๆๆๆๆๆๆ”
“โอ๋ๆๆๆ ไม่ร้องนะครับ”
“โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ”
ยามะพีชักจะยากร้องไห้ตามยูโตะที่เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ และนั่นก็ทำให้คนอื่นๆหันมาสนใจและรุมดูยูโตะที่ตอนนี้ร้องไห้อยู่กับตักของยามะพีอย่างสมบรูณ์แบบ แก้มป่องๆของยามะพองลมขึ้นเรื่อยๆเพราะสายตาทิ่มแทงที่เหมือนกับว่าเค้าเป็นคนแกล้งน้องอย่างนั้นแหละ
.
.
“ฉันเปล่าสักหน่อย”
ยามะพีบ่นออกมาเมื่อตัวเองกลับมาอยู่ที่ห้องซ้อมของนิวส์สักที แล้วก็นั่นแหละเพื่อนๆทั้งวงต่างก็รุมคาดคั้นกะยามะพีว่าไปทำอีท่าไหนถึงได้ถูกเฉดหัวออกมาจากห้องซ้อมคัทตูนได้ ทั้งๆที่ทุกครั้งออกจะป๊อบแท้ๆ
“ก็เจ้าชายเค้าดุใส่ยามะของเราว่า “ปลาทองงับหัวเด็ก” อะดิ ทีนี้ปลาทองก็เลยงอนตุบป่องพาลให้คนอื่นๆใจคอไม่ดีและถูกเชิญออกมาสงบสติอารมณ์ข้างนอก”
จินที่เป็นคนลากยามะพีออกมาก็ทำหน้าที่โคสกประจำตัวที่ดีอีกแล้ว
“ยูจังเอาอีกแล้วนะ เห็นกะล่อนกับคนอื่นไปทั่ว แต่กับยามะพีกลับเย็นชา เฮ่อ บอกไม่ถูกจริงๆ”
“หรืออาจจะเป็นเพราะเอาใจยูโตะหรือเปล่า เพราะว่าเค้าต้องขึ้นคอนคู่กันนี่ ยูอิจิหน่ะยิ่งเห็นเด็กน่าฟัดอย่างยูโตะก็ต้องระริกระรี้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว”
จินอยากจะตบหัวคุซากับยูยะสักเปรี้ยงสองเปรี้ยงที่แย่งกันออกความคิดที่ทำร้ายจิตใจยามะพีออกมาเป็นชุด แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิดเพราะยามะพีซึมลงถนัดตา
“จิน จิน จิน”
หัวมนๆของปลาทองประจำวงมุดเข้าไปอยู่ในเสื้อแจ็คเก็ตจินเรียบร้อยแล้ว ยามะพีก็เป็นอย่างงี้เสมอ อ่อนไหวง่ายโดยเฉพาะกับยูอิจิ
“เอาหล่ะเรามาซ้อมกันดีกว่า หยุดเรื่องอื่นไว้แป๊บนึงก่อนดีกว่านะ”
พูดจบเหล่าสมาชิกก็ออกสเต็ปหันหน้าเข้ากระจกกันทันที ยกเว้นก็แต่หัวของยามะพีที่ยังมุดอยู่ในเสื้อของจิน ทำให้ตัวของยามะพีไม่สามารถขยับไปไหนได้
“เอ่อ”
ทุกคนเริ่มมองเรียวที่ทำหน้าเจื่อนๆแล้พยายามถอดเสื้อแจ็กเก็ตออกแต่ไม่สำเร็จเพราะมีมือของคนบางคนยึดเอาไว้แน่น
“ยามะพีอย่าดื้อสิ ไปซ้อมก่อน”
“ไม่เอา”
“ยามะจังออกมาจากเสื้อของจินเถอะ ทุกคนให้อภัยแล้ว”
เป็นเพราะยามะพีเองที่เอาแต่มุดหัวอยู่ในเสื้อของจินก็เลยทำให้มองไม่เห็นยูอิจิที่เดินเข้ามาเงียบๆ รอยยิ้มกรุ้มกริ่มหุบหายไปพลันเมื่อสายตาคมเหลือบไปเห็นแต่ร่างยามะพี(เพราะหัวของยามะติดอยู่ในเสื้อจิน)
“เอ่อ ... คือ ยามะพี คือว่าออกมาเถอะนะอยากได้อะไรฉันให้ทุกอย่างเลย”
จินแทบอยากจะร้องไห้เมื่อเห็นสายตาอาฆาตรพยาบาทของยูอิจิ ไม่ใช่ตกใจแต่ไม่พอใจที่ ยูอิจิกำลังไม่พอใจที่ยามะพีทำตัวสนิทสนมกับคนอื่นมากเกินไป เค้าจะไม่ว่าอะไรเลยถ้ายามะจะอ้อนคนอื่นด้วยคำพูดเพราะๆแต่ไม่ใช่ถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้
“อึ้น”
“หื้อม์”
“อยากได้อึ้นไง”
.
.
.
คัทตูนทุกคนกำลังรุมล้อมน้องกระต่ายที่แปลงร่างมาจากยูโตะโดยสมบรูณ์แบบ เด็กน้อยน่ารักขึ้นเป็นสิบเท่าเมื่อแต่งตัวและสวมหูกระต่ายแบบนี้ แต่เค้ากำลังมองหาคนที่น่ารักกว่านี้ร้อยเท่าทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
“วันนี้ยามะดูเซื่องๆไปนะ แค่มาส่งยูโตะที่หน้าห้องแล้วก็กลับไปเลย ทั้งที่ปรกติต้องเข้ามาเล่นกับจินก่อนแท้ๆ หรือว่าเมื่อวานจินไปแกล้งอะไรเค้ารึเปล่า”
คาเมะพูดกับจินไปอย่างงั้นแต่กลับหรี่ตามองยูอิจิอย่างไม่น่าไว้ใจ
“อะไรกัน ฉันก็แค่ดึงชามราเมงออกจากหน้าหมอนั่น ตอนที่กำลังคีบเส้นเข้าปากเท่านั้นเอง 555 นายน่าจะเห็นนะคาเมะว่ายามะพีที่กำลังจะสำลักราเมงแล้วพยายามแย่งชามไปด้วยหน่ะตลกขนาดไหน”
“จิน ... ฉันบอกแล้วไงว่าไปแกล้งยามะจังน่าสงสารออก แล้วนั่นมันตอนเช้าไม่ใช่เหรอ เมื่อตอนที่มาห้องซ้อมเรายังดีๆอยู่เลยนี่นาหรือเพราะว่ายูอิจิไปว่ายามะหรือเปล่า”
“อ๋อ เรื่องยูโตะอะเหรอ ไม่หรอกมั้งเพราะว่าอึ้นมันก็เคยว่ายามะมากกว่านี้มาแล้วนี่นา”
“ใช่ๆ ตอนนั้นไงที่ยามะตั้งหน้าตั้งตาหั่นแตงโมแล้วอึ้นบอกว่าเห็นแก่กินอะ น่าสงสารนะทั้งๆที่จริงแล้วก็หั่นมาเผื่อพวกเรานะแหละ”
“แล้วก็ตอนนั้นไงที่ไปฮาวายกันน่ะ ยามะที่ดีใจสุดๆกำลังจะลงเล่นน้ำแล้วอึ้นดันบอกว่าจะให้แดดเผาจนเกรียมเลยหรือไงหน่ะ โอ้ย หยาบคายสุดๆใครๆเค้าก็เห็นว่าผิวยามะหน่ะเป็นสีน้ำผึ้งนวลเนียนน่าสัมผัสจะตายไป”
พอเถอะ ....
เสียงในใจของยูอิจิร้องออกมาอย่างนั้น ต้องให้คนอื่นกระตุ้นอย่างนี้ถึงจะทำให้เค้านึกได้เหรอว่าทำกับยามะพีให้เจ็บใจยังไง
เมื่อวานหลังจากลากร่างบางๆนั่นออกมาจากเสื้อของจินได้เค้าก็หมุนตัวเดินเลี่ยงออกมาไม่พูดไม่จา แล้วก็เมื่อถึงประตูรถนั่นแหละถึงจะนึกได้ว่าในมือยังจับข้อแขนเล็กๆของไอดอลประจำค่ายติดมือมาด้วย
ยามะพีที่ไม่พูดอะไรเอาแต่ก้มหน้าแล้วก็กัดริมฝีปากอิ่มของตัวเองมันทำให้เค้าหงุดหงิด ยามะพีที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ทั้งที่เค้ายังไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ
“........” แรงดึงน้อยๆที่ข้อมือมันหมายความว่ายามะกำลังปฎิเสทที่จะอยู่ภายใต้การเกาะกุมของเค้า แล้วยูอิจิก็เพิ่มแรงยึดข้อมือผอมๆที่มีแต่กระดูกเอาไว้แน่น แน่นมากๆจนร่างบางหน้าแบ้
ดวงตากลมๆมองสบมาอย่างตัดพ้อ หัวใจชายหนุ่มเพิ่มแรงดีดเต้นจนหน้าอกชา ณ วินาทีนั้น เหมือนภาพช้าๆที่ฉายชัดซ้ำไปซ้ำมา ภาพดวงตาสั่นไหวที่ปิดลงอย่างรวดเร็ว ผมเส้นเล็กละเอียดที่ปลิวไปด้านหลังนิดหน่อยและ ริมฝีปากสีแดงสดเม้มแน่นเมื่อยูอิจิก้มลงประกบปากลงไป ยามะพีที่เคยน่ารักกว่ายูโตะสิบเท่าบัดนี้น่ารักขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเท่า ริมฝีปากเย็นชืดหวานที่สุดในโลกถูกกดจูบหนักๆจนคนที่ไม่รู้อะไรอย่างยามะต้องเผยอออกให้ร่างที่ดึงเค้าเข้าไปกอดกลืนกินความหวานบริสุทธิ์ได้เต็มที่ ยามะรับรู้เพียงลมหายใจร้อนที่เป่ารดลงมาแถวๆแก้มและริมฝีปากของยูอิจิที่ขยับดูดกลืนเป็นจังหวะ ไม่เคยเลย ยามะไม่เคยรู้จักจูบแบบนี้ ไม่เคยรู้สึกถึงเสียงหัวใจที่เต้นถี่รัวอย่างน่ากลัวจนปวดไปทั้งอก
และ ...
ความรักมากมายที่พร้อมจะมอบให้ยูอิจิเสมอ
“ ..... “
แต่ยูอิจิก็ยังไม่พูดอะไร
ยูอิจิที่ผละริมฝีปากออกไปแค่มองดวงหน้าฉ่ำหวานของเค้านิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและดึงเค้าขึ้นไปบนรถเท่านั้น
และยามะก็เลือกที่จะมองออกไปทางหน้าต่างรถโดยไร้คำพูดเช่นกัน เพราะกลัว กลัวว่าถ้าพูดหรือขยับตัวไปมากกว่านี้ น้ำตาที่มันปริ่มๆจะไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
อยากร้องไห้ .......
แรงเขย่าเบาๆที่ชายเสื้อทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเหม่อต้องก้มลงไปมอง แล้วดวงตากลมๆของเด็กน้อยก็มองมาราวกับตั้งคำถาม
“ทำไมล่ะฮะยูจัง”
“ทำไมยูจังถึงเกลียดยามะจังล่ะ ทั้งๆที่ยามะจังเอาแต่บอกว่ายูจังหน่ะทำบีทบ๊อทเก่งที่สุดในโลกเลยนะฮะ”
“.......”
“แล้วก็บอกว่ายูจังชอบทำให้คนอื่นสบายใจ”
“แล้วก็บอกว่าผมต้องเข้ากับยูจังได้แน่ๆ”
“แต่ทำไม ..... ยูจังถึงต้องเกลียดยามะจัง ..... ด้วย ......... ”
คาเมะถลึ่งตาใส่เค้าพร้อมๆกับที่เอื้อมมือไปกอดยูโตะเอาไว้เพราะเด็กชายได้ร้องไห้ออกมาเรียบร้อยแล้ว
“อึ้นเอ้ยอึ้น .... ฉันจะบอกนายชัดๆครั้งเดียวนะว่ายามะพีชอบนายใครๆเค้าก็รู้นายเองก็รู้ แล้วไงล่ะอึ้นถ้าไม่ชอบเค้าก็บอกไปเลยแต่ที่นายไม่ทำอย่างนั้นก็เพราะว่านายก็ชอบเค้า รู้ตัวแล้วก็ทำอะไรสักอย่างสักที”
“คนที่เอาแต่ปล่อยให้คนอื่นลากไปทางนั้นทีทางโน้นทีอย่างนั้นใครจะไปชอบลง”
ยูอิจิหันมองตามสายตาคาเมะที่มองเลยไปข้างหลังเค้าไปก็พบจินที่ลากยามะพีหยุดอยู่ตรงนั้นพอดี
พูดไม่ออก แล้วก็เสียใจ นี่เป็นความรู้สึกตอนนี้ของเค้า
ยูอิจิได้แต่มองยามะพีที่ยอตัวลงนั่งอ้าแขนรับยูโตะที่วิ่งร้องไห้เข้าไปหา ร่างบางวันนี้หน้าซีดจัดซบหน้าลงกับเรือนผมสีดำของยูโตะ
“ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องร้องหรอกคนเก่ง”
รอยยิ้มบางๆบนใบหน้าอ่อนเยาว์ไม่ได้ทำให้ “คนเก่ง” ลดเสียงร้องลงสักนิดแถมเจ้าตัวเล็กยังสะอื้นฮักๆให้ยามะกอดแน่นๆเข้าไปอีก ยิ่งปลอบก็เหมือนกับจะยิ่งแย่เลยทำให้คนปลอบเริ่มทำหน้าเบ้
แปลกๆจนจินแล้วก็คาเมะเริ่มทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองหน้ากันเลิกลั่กจนยามะเริ่มกัดปากตัวเองนั่นแหละยูอิจิก็เลยดึงยูโตะเดินออกไปอีกมุมหนึ่งเสียเอง
“ไม่เป็นไรนะยามะพี”
คาเมะที่ปล่อยให้จินตามยูอิจิไปก็เข้าไปดึงยามะให้ลุกขึ้น
“อื้ม ก็แค่โดนดุเหมือนทุกครั้งนั่นแหละ หาว่าฉันฝืน ความจริงแล้วก็แค่เพลียๆนิดเดียวเท่านั้นเองไม่ได้ป่วยสักหน่อย”
“ยามะจัง นายก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร”
คาเมะจ้องยามะที่เอาแต่มองพื้นทำหน้าม่อยๆ
“ยามะจัง”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ฉันชินแล้ว ยูอิจิก็เป็นอย่างงี้ตลอดไม่ใช่เหรอ ยูอิจิเป็นอย่างงี้ ... ตลอด ..ไม่เคยเปลี่ยน ... เลย”
“ยามะ”
.
.
.
ในห้องซ้อมนิวส์ สมาชิกทุกคนที่มือขวาสวมถุงมือสีชมพูสดใสยืนเรียงแถวเหมือนในพีวีหันหน้าเข้าหากระจกที่ส่องเห็นเต็มตัว เสียงเพลงดังชัดเจนทำให้ทุกคนเต้นได้ตามจังหวะไม่มีผิดเพี้ยนคุซาโนะที่ยืนเคียงคู่กับยามะพีเต้นได้โดดเด่นน่ามองแต่ยังไง ในสายตาของยูอิจิยามะพีก็ดีกว่าพันเท่า
เพียงแต่ว่าวันนี้หน้าตาของยามะพีดูจืดๆแล้วก็ซีดที่สุดจริงๆ
ชายหนุ่มอยากจะแค่คิดไปเองว่าช่วงนี้ยามะไม่มีเวลาเลยทำให้ไม่ได้มาเล่นในห้องซ้อมคัทตูนเหมือนเคย จากคำบอกเล่าของคาเมะ ยามะพีจะแค่มาส่งยูโตะที่หน้าห้องแล้วก็กลับไปเฉยๆ ทุกวัน และไม่ว่าจะไปที่ไหน ยามะเลือกที่จะคุยแต่กับเรียวและนิวส์คนอื่นๆไม่เข้ามาทักทายจินกับคาเมะเหมือนเคยถ้าหากว่าจินไม่เข้าไปหาเองยามะก็จะไม่เดินมาทางนี้ ถ้าหากเค้าไม่ได้อยู่กับจินยามะพีก็จะเป็นฝ่ายเดินมาคุยกับจินเอง ตั้งใจจะหลบหน้ากัน?
ยูอิจิกอดอกมองสมาชิกคัทตูนที่แห่กันมาให้กำลังใจยามะจังที่ถูกโปรดิวเซอร์ดุตอนไปอัดรายการพร้อมกับนิวส์คนอื่นเพราะพิธีกรหลอกยามะว่าถึงเขย่าแฟนต้าน้ำแดงยังไงก็ไม่พุ่งออกมาจากกระป๋องหรอกเพราะมันไม่ใช่แป๊บซี่ ยามะก็เถียงออกไปว่า “ไม่ใช่สักหน่อย” แล้วจัดการเขย่ากระป๋องทำให้แฟนต้าน้ำแดงพุ่งออกมาอย่างแรง จากนั้นหนุ่มน้อยก็เผยรอยยิ้มสดใสทำนองว่า “เห็นไหมล่ะ” ทำให้พิธีกรและคนดูหัวเราะกันเกรียว
น่ารักแต่ไม่ใช่สิ่งที่ไอดอลควรทำ
เมื่อถูกดุอย่างงั้นยามะที่ดูซึมๆในช่วงสองสามวันมานี้กลับซึมและซีดเซียวหนักลงกว่าเดิมอีก จนชมรมคนรักยามะที่สมาชิกก็คือเหล่าคัทตูนก็แห่กันมาแหย่ให้ยามะจังของพวกเค้าอารมณ์ดีกันถึงที่ แต่ยูอิจิก็เอาแต่ยืนดูอยู่ข้างนอกห้อง ไม่ได้แอบ แต่แค่มองดูเฉยๆ
ยืนดูยามะพีที่หน้าซีดอยู่กลางวงล้อมของทั้งคัทตูนและนิวส์ บางคนก็ลูบหัวยามะแรงๆจนผมกระจาย คุซาโตะที่หยิกยามะพีจนแก้มโย้ และหนักสุดเรียวแกล้งจังก้นจนยามะสะดุ้ง เค้าเห็นแล้วว่าทุกคนพยายามจะทำให้ยามะเป็นลมอยู่ตรงนั้นมากกว่าร่าเริง
แล้วจินก็เดินเข้าไปหาในมือกำบางสิ่งบางอย่างอยู่ข้างหน้าแล้วแบมือออก เท่านั้นแหละร่างบางถึงกับถอยหลังไม่รู้ตัว
“นายไม่ยิ้มละก็ ฉันจะปล่อยไอ้ตัวนี้เข้าใส่นาย 555 “
“เอาออกไปนะจิน .. ฉันไม่ขำนะ”
ยามะจะร้องไห้อยู่รอมร่อแต่ดูเหมือนคนอื่นจะตีวงล้อมไม่ให้ร่างบางหนีไปไหนได้ จินก็ย่างสามขุมเข้าไปเรื่อยๆทำให้คนที่ยืนหน้าซีดตัวเล็กลีบเหลือนิดเดียว
“ จิน .... โอ๊ะ“
แล้วไอ้ตัวที่ว่าก็กระโดดเกาะขึ้นไปอยู่บนจมูกคนตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึง ทุกคนเงียบกริบยกเว้นจินที่หัวเราะแห้งๆ
“โอ้ย ....”
ตั้กแตนสีเขียวทิ้งรอยสีแดงไว้บนจมูกของยามะพีแล้วกระโดดหายไป หยาดน้ำตากลิ้งตัวลงมาบนแก้มทันทีที่ดวงตากลมๆกระพริบปริบ ยามะพีร้องไห้แล้วค่อยๆสะอื้นจนตัวสั่น น้ำตามากมายรินไหลออกมาเป็นสาย ยามะเครียด เหนื่อย แล้วก็อายเป็นเหมือนคนอื่นๆ ทำไมทุกคนต้องมารุมแกล้งยามะคนเดียว
“ยามะพี ..... “
จินหน้าถอดสีไปพร้อมๆกับเพื่อนๆคนอื่นที่ตั้งตัวไม่ติด แต่ทุกคนก็ยอมรับไปว่าไม่ทันคิดว่าทำเกินไปจริงๆ
ริมฝีปากแดงระเรื่อเม้มแน่นแต่ก็ยังมีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา ดวงตากลมโตแดงก่ำไปพร้อมกับน้ำตาที่แย่งกันร่วงพรูลงมา
ก่อนคาเมะที่ตกใจจะนึกขึ้นได้ว่าควรเข้าไปกอดยามะให้หายสั่น .......
ก่อนที่จินจะพูดคำว่าขอโทษ ..........
ร่างบางก็ถูกรวบเข้าไปกอดไว้ทั้งตัวแล้วทุกคนก็เห็นว่ายามะสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของยูอิจิอย่างควมคุมไม่อยู่
ริมฝีปากอุ่นชื้นแตะลงบนหน้าผากแล้วก็แก้มก่อนที่มือแกร่งจะรั้งให้ร่างบางซบหน้าลงบนอกตัวเองแล้วกอดเอาไว้แน่นๆ
ยามะพีซุกหน้าเข้าหายูอิจิแต่โดยดี แขนผอมๆกอดเอวของยูอิจิเอาไว้เหมือนๆกับที่ยูอิจิแนบกอดยามะอยู่ จมูกโด่งซุกลงกับเรือนผมสีน้ำตาล แม้ริมฝีปากจะไม่ได้กระซิบคำปลอบใจแต่ยามะกลับรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
สัมผัสที่ยูอิจิมอบให้ยามะจะรับเอาไว้โดยไม่อิดออดใดๆทั้งสิ้น
แล้วยูอิจิก็มั่นใจในตอนนี้ว่าเค้าควรจะกอดคนตรงหน้านี้เอาไว้ตั้งนานแล้ว เนื้อตัวนุ่มนิ่มกลับกลิ่นหอมอ่อนๆทำเอาหัวใจของชายหนุ่มแกว่งไม่เป็นท่า รอบกายเหลือเพียงความว่างเปล่าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“จะพาไปส่งนะ ปล่อยก่อนได้ไหม”
ยามะพีไม่ได้ตอบอะไรเอาแต่กอดยูอิจิอยู่อย่างนั้นจนชายหนุ่มอ่อนใจที่จะแกะมือบางๆนี้ออกไป ชายหนุ่มเลือกที่รวบกายอุ่นๆขึ้นอุ้มไว้เต็มอ้อมแขนให้ยามะได้ซบหน้านิ่งๆลงบนอ้อมอก ริมฝีปากหยักลึกยังไม่วายฉกฉวยโอกาสกดจูบลงบนแก้มนิ่มอีกหนึ่งครั้งทั้งที่ยามะยังร้องไห้ไม่หาย
ยามะพีเหมือนเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย ถูกแหย่ก็ได้แต่ยิ้มแหยๆแล้วก็ปฏิเสธใครไม่เป็น เด็กที่เอาแต่หัวเราะแหะๆ
บริสุทธิ์ ... น่ากอด
รัก ... รักเด็กคนนี้ที่สุด
ยูอิจิรักเด็กคนนี้……
“หยุดร้องไห้รึยังเด็กดีของผม”
แค่ขับรถมาส่งไม่พอยูอิจิถือวิสาสะจูงมือนิ่มๆเข้ามาส่งถึงในห้อง ห้องของยามะที่ใครๆก็ไม่กล้าเข้าและยามะก็ไม่เคยคะยั้นคะยอบังคับให้ใครเข้ามาด้วย อาจเพราะเป็นไอดอลเลยไม่มีใครกล้าบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว
แทนที่จะมองสำรวจห้อง สายตาคมกลับไล้มองดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ยังแดงเรื่อ สันจมูกเป็นรอยแดงคงเพราะแมลงต่อย ยูอิจิใช้หลังมือปาดหยาดน้ำออกจากแพขนตาเปียกชุ่มแล้วก็ประคองคนตัวอ่อนให้นั่งลงบนเตียง
ยามะรู้สึกถึงเตียงนอนที่ยุบลงไปเพราะน้ำหนักของยูอิจิ ชายหนุ่มเข้ามานั่งแนบชิดจนเหมือนโอบเค้าไว้กลายๆ หางตามองเห็นแนวคางและริมฝีปากที่เผยอออกก่อนจะแตะแต้มลงบนพวงแก้มเป็นครั้งที่ร้อย แต่ยามะพีก็ยอมแม้ว่ายูอิจิจะยังไม่ได้ขยายความถึงการกระทำราวกับคู่รัก ขอแค่ได้ใกล้ชิดชายหนุ่มจะแค่ไหนก็ยอมทั้งนั้น
“ตัวร้อนนะ นายน่าจะพักผ่อนให้มากกว่านี้”
“อื้อม”
“อาบน้ำแล้วนอนเลยนะ”
“อื้อม”
“โอเค งั้นฉันไม่กวนแล้วนะ”
“อื้อม”
ยูอิจิเหมือนจะทำหน้าลำบากใจนิดหน่อยแล้วโน้มใบหน้าลงจูบตรงสันจมูกเบาๆอีกครั้ง
“ฉันโทรหานายได้ไหม”
“ได้สิ”
“ยามะพี”
“หืม”
ร่างบางถูกรวบเข้าไปกอดไว้จนชิด อ้อมแขนแข็งแรงของยูอิจิกระชับกอดคนตัวเล็กกว่าไว้แน่นๆ
“ยามะพี”
“อะไร”
“อยากให้ฉันนอนด้วยไหม”
“อยาก”
ยูอิจิถอนหายใจหนักๆจนคนในอ้อมกอดรู้สึกได้ ยามะอยากจะถามว่าถอนหายใจทำไมแต่หัวใจที่เต้นระรัวของทั้งเค้าและยูอิจิทำให้ไม่อาจแม้แต่จะเหงนหน้าขึ้นมอง ได้แต่ปกปิดใบหน้าแดงระเรื่อไว้กับแผ่นอกของชายหนุ่มต่อไป
นานเท่าไหร่ไม่รู้กว่ายูอิจิจะผละออกไป แล้วก็เดินออกไปจากห้องเฉยๆทิ้งให้ยามะนั่งอยู่กับที่อย่างนั้น มือนิ่มๆยกขึ้นจับแก้มของตัวเอง ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ริมฝีปากหยักลึกพรมจูบลงไปส่งผลให้ใบหน้าใสประสีแดงระเรื่อ
ยามะนอนกลิ้งอยู่บนเตียงหลังใหญ่แล้วเอาผ้าห่มคลุมตัวไว้ทั้งตัว ใบหน้าบูดบึ้งอย่างไม่ทราบสาเหตุ ลบออกไปไม่ได้เลยสักเรื่องเดียว เรื่องของยูอิจิอัดแน่นอยู่ในหัวเต็มไปหมด แล้วอย่างนี้คืนนี้เค้าจะนอนหลับได้อย่างไรกัน
ความรู้สึกที่ยังคลุมเครือทำให้ยิ่งปวดจี้ดในหัว ร่างบางตัดสินใจลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุม สวมหมวกไหมพรมที่ดึงลงต่ำแล้วเดินออกจากคอนโดเงียบๆ ร่างบางสูดลมหายใจลึกๆกับอากาศหนาวภายนอก แม้สายลมจะเย็นบาดผิวเนื้อและผิวหน้าอ่อนแต่ก็ช่วยคลายความว้าวุ่นภายในใจได้เป็นอย่างดี
.... อีก10นาทีตีสอง …
ยูอิจิทิ้งให้เค้านอนกลิ้งอยู่บนเตียงคนเดียวเป็นเวลาเกือบสี่ชั่วโมง
สี่ชั่วโมงที่แอบนอนรอโทรศัพท์แม้คนที่ถามว่าจะโทรมาได้ไหมก็ไม่ได้บอกว่าจะโทรมา
แต่เค้าก็รอ ยามะพียังรอยูอิจิอยู่
ยามะหย่อนกายลงนั่งริมฟุตบาทข้างถนนที่ปราศจากผู้คนและรถราเพราะว่าเป็นเวลาดึกมากแล้ว แต่อากาศก็ยังร้อนอบอ้าวอาจเป็นเพราะเค้าแต่งตัวเสียมิดชิดด้วยส่วนหนึ่ง
“ยามะพี ....”
“.......!?........”
คนถูกเรียกค่อนข้างตกใจที่จู่ๆก็มีเสียงห้าวๆแต่น่าฟังมาเรียกชื่อ ก็แค่ตกใจที่จู่ๆก็มีเสียงดังแต่ครู่เดียวดวงหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างมากถึงมากที่สุด จำได้สิ ยามะจำได้ดี น้ำเสียงชวนฝัน(อ้ายยยยจริงๆนะมุ่ย)มีพลังยามได้ฟังเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกดลึกลับ
เคตะ ทาจิบานะ นักร้องนำวงวินส์ และเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ของเค้า
แก้มป่องๆของยามะพีพองลมขึ้นนึกหมั่นไส้ชายหนุ่มที่ดูดีขึ้นผิดหูผิดตาแถมยังหล่อพรวดพราดไม่บันยะบันยัง นี่ถ้าเอารูปตอนเด็กกับตอนโตมาเทียบกันดูคงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นคนๆเดียวกัน แถมยังดูนิ่งเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วยซ้ำ(แต่ก็ยังเท่ห์ กรี้ดดดด) แต่ทำไมเค้ายังดูกระจอกงอกง่อยเหมือนเดิม
“เคตะ ไม่ได้เจอกันนานโตขึ้นเป็นกองเลยนะนายอะ”
“ฮ่าๆๆๆ แล้วยามะมาทำอะไรแถวนี้”
คนตัวโตๆหย่อนกายลงนั่งข้างๆ เคตะก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ติดดินอารมณ์ดีแล้วก็ขี้อายด้วย
“เดินเล่น”
ตอบแบบไม่สบตาทำให้เคตะต้องชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆแล้วจ้องดวงหน้าหม่นๆของยามะเขม่ง
“ตอนตีสอง แล้วก็มาคนเดียวเนี่ยนะ”
“ใช่นะสิแล้วจะให้มากับใครล่ะ ฉันไม่เหมือนนายนี่มีคนรู้ใจอยู่ใกล้ๆตัวไปไหนมาไหนด้วยกันได้ฮึ ดีจริงๆ”
ร่างบางหรี่ตามองหนุ่มเขี้ยวเสน่ห์ที่นั่งอยู่บนรั้วไม้ของอีกฝากถนน ริวอิจิตัวจริงดูดีกว่าในพีวีตั้งเยอะ ยามะยังไม่เคยคุยกับริวอิจิเลยสักคำได้แต่ยิ้มให้อย่างเดียว แล้วเพียงแค่ริวอิจิยิ้มให้ก็ทำให้หน้าเค้าแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าหมดจดขาวใสกับเส้นผมสีดำยาวลงมาถึงไหล่ดึงดูดทุกสายตาไม่รู้เค้ารู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าริวอิจิเป็นคนที่เซ็กซี่มากๆโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ยืนอยู่เฉยๆก็น่ามองแล้ว
“ยามะ”
“อะไร”
“มีคนแอบถ่ายรูปพวกเราอยู่”
“แล้ว .... แล้ว ทำไง .. ดี”
ยามะพีทำท่าจะดึงหมวกลงมาปิดหน้าให้มากกว่านี้แต่เคตะกลับห้ามไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างๆแล้วพูดว่า
“ไม่เป็นไร เราก็เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ใครๆก็รู้ ถ้าเกิดเป็นข่าวก็แค่บอกว่าฉันกับนายบังเอิญมาเจอกันตอนที่นายกำลังหาแรงบันดาลใจแต่งเพลงอยู่ก็แล้วกัน เป็นศิลปินหน่ะ บางทีก็ต้องหาแรงบันดาลใจแปลกๆโดยการออกมาเดินเล่นดึกดื่นค่ำคืนก็ได้นะ”
“อื้ม”
ยามะพยักหน้าหงึกหงักกับพอดีที่ริวอิจิเดินมาถึงทั้งคู่ เคตะฉุดมือยามะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พอเห็นแบบนี้ยามะยิ่งมั่นใจว่าถ้าเทียบกับเคตะแล้วเค้าตัวเล็กจริงๆนะแหละ
“ฉันกับริวจะไปส่งที่คอนโดนะยามะพี ดึกแล้วอันตราย”
ไอดอลสามคนเดินด้วยกันไม่อันตรายกว่าเหรอ ... ยามะแอบค้านในใจแต่ก็ไม่พูดอะไรออกไป เค้าไม่แน่ใจว่าปาปารัชซี่ยังตามพวกเค้าอยู่รึเปล่า แต่ก็ดีที่มีเคตะและริวอิจิเดินเป็นเพื่อนจนถึงห้องพัก
แม้ไม่มั่นใจนักว่าเมื่อคืนเค้าได้หลับหรือไม่แต่ที่แน่ๆก็คือไม่มีโทรศัทพ์จากยูอิจิ .... แล้วเค้าก็ถูกผู้จัดการส่วนตัวสวดจนยับตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้ว หลังจากภาพปาปาบนหน้าหนังสือพิมพ์กรอสซิบปึกหนาถูกโยนลงบนโต๊ะโครมใหญ่ เค้าก็ไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนได้เพราะต้องทนฟังเสียงอันดังกังวานของผู้จัดการ ยามะอยากจะตะโกนออกไปว่าเค้าก็มีหัวใจเหมือนกันนะ ไม่ต้องว่ากันถึงขนาดนี้ก็ได้ ไม่ชอบเลยจริงๆให้ใครมาเสียงดังใส่
ก็แค่เพื่อนต่างค่ายเจอกันแบบบังเอิญมันผิดตรงไหน ฟังเค้าอธิบายสักนิดไม่ได้เลยหรือไง
ยามะพีก้มหน้านิ่งทนฟังคำดุด่าจนคนที่รออยู่ข้างนอกชักจะอดทนไม่ไหว นิวส์ทั้งหมดเมื่อรู้ข่าวก็กรูกันมาที่หน้าห้องนี้แล้ว แต่ก็ได้แค่ยืนดูอยู่ข้างนอกเพราะประตูถูกปิดตายไปแล้ว ยามะพีที่นั่งจ้องแก้วน้ำบนโต๊ะสะดุ้งน้อยๆที่ผู้จัดการโยนหนังสือโครมลงตรงหน้า ยามะที่หน้าตาซีดเซียว ยามะตัวน้อยๆ ยามะขี้งอแง ยามะจัง .....
น่าสงสาร .....
กว่าจะถูกปล่อยตัวออกมาได้ทุกคนก็เป็นเหน็บชาหมดแล้ว แถมเจ้าตัวก็ถูกกันให้ไปเตรียมตัวให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเสียอีก ถึงจะเป็นแค่การพูดคุยเล็กๆน้อยๆแต่การตอบคำถามให้ดูเป็นธรรมชาติและเป็นที่พอใจแก่นักข่าวไม่ให้มีการขยายความไปในแง่อื่นๆอีกก็เป็นเรื่องที่ยากทีเดียว
“ยามะพี ...” เสียงครางเบาๆของคุซาโนะทำให้ยามะต้องหันไปยิ้มบางๆให้ก่อนจำใจต้องเดินผ่านไป ดวงตากลมๆพยายามมองหน้าทุกคนที่เป็นห่วงเป็นใยเพื่อจะให้รู้สึกว่าเค้าไม่เป็นไร แม้ดวงตาจะอ่อนล้าและดวงหน้าจะขาวซีดขนาดไหน กำลังใจเป็นเรื่องสำคัญในตอนนี้มากๆ แล้ว .....
แล้วยามะก็สบตากับร่างสูงที่ยืนพิงกำแพง ไม่มีคำพูดปลอบใจหรือรอยยิ้มปลอบประโลมเลยแม้แต่นิดเดียว แค่สบตากันด้วยดวงตาเย็นชาสนิทแค่นั้น แล้วยูอิจิที่เมื่อคืนลอบสูดกลิ่นหอมจากแก้มขาวนวลของเค้าก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองยามะที่ถูกผู้จัดการลากถูจนข้อมือช้ำอีกเลย
ดวงตานับสิบคู่จ้องมองแผ่นหลังบอบบางที่นั่งปั้นหน้ายิ้มๆสวนทางกับแสงแฟลชแว๊บวับที่สาดมาไม่ขาดสาย ทุกคำถามประโคมเข้ามาไม่ยั้งหากมีช่องว่าง แต่ทุกคนเห็น เห็นว่าแผ่นหลังเล็กๆนั้นกำลังสั่นเทามากแค่ไหน แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้เข้าใกล้ยามะพีอีกเลยเพราะไอดอลคนดังถูกกันให้ออกห่างจากทุกคนและถูกควมคุมการประพฤติทุกฝีก้าว แม้แต่จะยิ้มให้สมาชิกนิวส์ยังยากลำบากเลยแล้วยามะจะเอาเวลาที่ไหนไปหายูอิจิ
วันๆยามะก็เพียงแค่ลากร่างกายที่อ่อนแรงและจิตใจที่เหนื่อยล้าไปตามทางที่ผู้จัดการสั่งเท่านั้น แต่ทางนั้นไม่เห็นมีแม้แต่เงาของยูอิจิเลย ถึงจะเป็นอย่างงั้นแต่ยามะก็เชื่อว่าจะต้องผ่านมันไปให้ได้ เหมื่อนทุกครั้ง ..... ทุกๆครั้ง
จริงๆนะเหรอ
ในขณะที่ทางด้านคัทตูนก็เหตุทะเลาะกันโดยที่ยามะยังไม่รู้ ... แต่
เสียงหมัดหนักๆและเสียงโวยวายดังๆแล้วก็เสียงร้องไห้ของยูโตะ
ยูอิจิกับจินที่แลกหมัดกันอย่างไม่ยั้งจนคาเมะเองถึงกับหน้าเสียและพวกคัทตูนหลายคนที่กรูกันเข้าไปห้าม แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
จินตะโกนใส่ยูอิจิโดยที่ไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้นพร้อมกับส่งกำปั้นไปปะทะกับใบหน้าของยูอิจิแบบไม่เหลือเค้าของเพื่อนเลยแม้แต่น้อย
“ไอ้โง่!!!! แกมันโง่ยู!!!!”
ปึก ปึก
“ทำไมแกไม่ทำอะไรเลย!!! ทนได้ยังไง แกทนได้ยังไง!!!!”
“จิน!! หยุด บอกให้หยุดไง”
“บ้าเอ้ย”
“ไอ้ยู แกไม่ใช่เพื่อนฉัน ฉันไม่เคยรู้จักแก”
“โว้ย!!!”
เสียงตะโกนของจินแข่งกับเสียงร้องไห้ระงมของยูโตะ สุดท้ายก็เป็นจุนโนะกับโคกิที่กันทั้งสองคนออกจากกันด้วยแรงทั้งหมดที่มี จินกับยูอิจิยื้อตัวพยายามจะพุ่งเข้าใส่กันทุกขณะจนคาเมะต้องกอดจินเอาไว้แน่นๆ
เลือดสีส้มเปรอะไปทั้งตัวและบนพื้น ทุกคนยังคงหอบเหนื่อยแล้วก็ระวัง
“ยู นายก็เห็นว่าเค้าพยายามแค่ไหนเหนื่อยแค่ไหน ทั้งๆที่ควรจะมีนายมาช่วยแบ่งเบาแต่นายกลับไม่ทำอะไรเลย นายเหมือนลอยแพเค้า ให้ความหวังแล้วจากไปงั้นเหรอหรืออะไร ถ้าไม่เข้าใจกันทำไมไม่พูดไม่ถาม ทำอย่างงี้ไม่สงสารยามะพีบ้างเหรอ”
“บางทีนะจิน บางทีถ้าฉันเป็นฉันคนเดิมที่ไม่ต้องมีใครมาเกี่ยวข้อง บางทีมันอาจจะดีกว่านี้ก็ได้”
“งั้นสินะยู ถ้างั้นนายก็ไปบอกยามะเลยสิว่านายไม่รักเค้า ไปขอโทษที่ให้ความหวังแล้วก็อวยพรให้ได้เจอกับคนที่ดีกว่านาย อย่างยามะหน่ะไงๆก็ไม่น่ามาจมปลักอยู่กับแค่นายอยู่แล้วนี่ ฉันว่ามันน่าจะดีสำหรับยามะนะหรือนายว่าไง...”
“จินพอเถอะ”
คาเมะที่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกหยุดจินไว้แค่นั้นแล้วลากจินออกไป ยูอิจิเห็นว่าคาเมะเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด แล้วทุกๆคนก็ค่อยๆหายออกไปทีละคนจนเหลือเค้าคนเดียว
เลือดที่ปากยังไหลอย่างน่ากลัว ดูเหมือนว่าหางคิ้วก็จะแตกด้วย ยูอิจิไม่รู้จะทำยังไงกับรอยแผลพวกนี้และ หัวใจของเค้าที่ร่ำร้องแต่ยามะพี
แค่ยามะพีเท่านั้นที่ทำให้เค้าเสียศูนย์แบบนี้ ยามะเป็นไอดอลที่ยังไม่โตและควรที่จะยืนอยู่ตรงจุดๆนั้นด้วยตัวเองให้ได้ การที่มีเค้าอาจจะทำให้จุดที่ยามะยืนอยู่สั่นคลอน ยูอิจิเห็นแล้วว่าตัวเค้ามีอิทธิพลต่อยามะไม่ต่างกับที่ยามะมีอิทธิพลต่อเค้าเลย เค้ากลัวว่าความรักจะทำให้ยามะเตลิด
ไม่ใช่สักหน่อย…..
ทั้งหมดมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย ........
จริงๆแล้วที่ปั้นปึงใส่เพราะว่าไม่พอใจที่ยามะออกมาดึกๆดื่นๆกับเคตะทั้งที่เค้าเป็นคนพาไปส่งถึงที่ห้อง ……..
“บ้า เอ้ย!!!!”
เค้าต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ
ยูอิจิระบายอารมณ์ด้วยการกวาดของทุกอย่างลงจากโต๊ะแรงๆแล้วตั้งต้นเต๊ะขวดทั้งหลายแหล่จนกระทบกับพื้นห้องแตกกระจาย
“อ๊ากก!!!”
น้ำเปล่าที่ผสมกับรอยเลือดแผ่เป็นวงกว้างไม่น่ามอง มือขวาของยูอิจิกระทบเข้ากับกำแพงอย่างแรงจนมือช้ำแต่ก็ไม่หยุด ยิ่งเจ็บเลือดหนุ่มก็ยิ่งเดือดพล่านขาดสติ
ปึกๆๆๆๆ
จนข้อมือขาวจัดดึงแขนทั้งแขนของยูอิจิแล้วกอดไว้แน่น แต่ร่างบอบบางที่ไม่ค่อยมีแรงก็กระเด็นลงไปกองกับพื้นเพราะยูอิจิยังไม่มีสติพอที่จะได้ยินเสียงของเค้า
“ยู ... ยู .....ย ... ยู ..... ยู ...ยูอิจิ”
ยามะยื้อมือของชายหนุ่มเอาไว้สุดแรงแล้วก็ตะโกนเรียกชื่อยูไม่ขาด น้ำตาเม็ดโตๆร่วงหล่นลงมาเป็นสายจนยูอ่อนแรงลงอาจจะเป็นเพราะล้าไปเองหรืออะไรก็แล้วแต่ยามะไม่สน เค้าเพียงแค่เข้าไปกอดยูอิจิจากทางด้านหน้าเอาไว้แน่นๆและซบลงไปบนแผ่นอกที่หอบหายใจขึ้นลงอยู่นี้เท่านั้น
“ยู ....”
แม้ยูจะไม่ได้ยินแต่ยามะได้ยินเต็มสองหูตั้งแต่ที่ยูทะเลาะกับจินถึงเมื่อครู่ที่ได้ยินจะเจ็บ แต่สภาพยูตอนนี้มันทำให้เค้าลืมเมื่อครู่แล้วเจ็บเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
“ยู .... อย่าทำแบบนี้เลยนะ”
ผู้จัดการและช่างแต่งหน้าอีกสองคนยืนดูทั้งคู่อึ้งๆไม่กล้าเข้าไปจับยามะแยกออกมากเหมือนเคย ยูยะและคุซาที่กอดคอกันร้องไห้ระงมอยู่ตรงประตู
ดูเหมือนไม่มีใครเข้าถึงทั้งสองคนได้ ไม่มีใครพูดหรือทำอะไรทั้งนั้น ทั้งหมดปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหัวใจสองดวงให้สื่อสารกันเอง
.
.
.
ตั้งแต่เข้ามาในนี้ยังไม่มีแม้คำพูดสักคำหลุดออกมาจากปากของทั้งสอง
ยูอิจินั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่เพียงตัวเดียวที่ตั้งอยู่กลางห้อง ยามะพีที่พยายามซับใบหน้าเปื้อนรอยช้ำนั้นด้วยผ้าขนหนูผืนเล็ก ยูอิจิที่เอาแต่สะบัดหน้าหนีทำให้ยามะรู้สึกหงุดหงิดอยู่และอ่อนใจอยู่ไม่น้อย ร่างสูงไม่ยอมทำอะไรเลยแม้แต่มองหน้าเค้า เจ็บมากหรือว่าอะไรนะ
“.....”
ยามะพีที่เช็ดแขนยูอิจิเรียบร้อยแล้วเลยบอกให้ยูอิจิไปอาบน้ำ ประโยคแรกในห้องนี้จึงเป็นยามะที่เป็นคนเอ่ย
“ยู ไปอาบน้ำสิ”
“........”
“ยู”
“......”
“หรือจะไม่อาบ”
“........”
“ยู”
“.......”
“งั้นฉันเช็ดตัวให้นะ”
ยามะมองเสื้อยืดที่เปื้อนเลือดจางๆแล้วพยายามถอดมันออกเพราะยูอิจิไร้ซึ่งปฎิกริยาตอบรับใดๆทั้งสิ้น จริงๆแล้วมันควรเป็นยามะไม่ใช่เหรอที่ต้องร้องไห้คร่ำครวญเสียใจหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ได้ระบายความรู้สึกอึดอัดจากที่ยูอิจิทำกับเค้า แต่ไหงกลับกลายเป็นเค้าเสียเองที่ต้องตามเอาใจยูอิจิแบบนี้
มือหยาบๆที่ตะบบชายเสื้อที่ถูกยามะเลิกขึ้นเอาไว้ไม่ให้ถอด
แต่ยามะก็ยังคงเป็นยามะที่ดื้อดึงจะถอดออกให้ได้
“....”
“....”
ยื้อกันอยู่อย่างงั้นจนยามะเหนื่อย ร่างบางพ่นหายใจพรืดแล้วจ้องหน้ายูอิจิ
“ยูจะให้ฉันทำยังไงเสื้อนายมันเปื้อนนะ”
ยามะเริ่มแน่นไปทั้งอก หัวใจเต้นแรงบีบรัดไปหมด แค่อยากให้ยูอิจิเปลี่ยนเสื้อแค่นั้นก็ทำไม่ได้เหรอ
“ยู”
“.......”
แล้วก็เป็นยูอิจิเสียเองที่ตกใจเมื่อจู่ๆยามะพีก็ถอดเสื้อตัวเองออกแล้วกอดเค้าไว้แน่นๆ ใบหน้าสวยๆยามนี้ซบลงบนไหล่กว้างของเค้า
“จะให้ฉันทำยังไงเหรอยู จะให้ฉันทำยังไงในเมื่อรักยูขนาดนี้แล้ว ”
“แค่กลัวว่ายูจะไม่สบายตัวแค่นั้นเอง”
“ถ้าไม่พอใจอะไรให้ฉันได้มีโอกาสอธิบายก่อน ... ถามฉันสักคำ ... อย่าเมิน .. แบบ ..แบบนี้”
ยูอิจิดันร่างที่เริ่มจะสั่นขึ้นเรื่อยๆออกจากตัวแล้วถอดเสื้อยืดเปื้อนๆตัวนั้นออก
ยามะพีใจหายที่ถูกดันออกอย่างนั้นแต่มือบางๆก็ขยับลากผ้าขนหนูเปียกน้ำผ่านลำคอและแผ่นอกของยูอิจิ ริมฝีปากสีแดงสดเม้มแน่นพยายามที่จะไม่สะอื้นออกมาเพราะขอบตาของเค้าตอนนี้ร้อนผ่าวไปหมดแล้ว แต่ก็ยังดีที่น้ำตาไม่ได้ไหลออกมา ขอแค่เค้าอดทนเอาไว้ให้ได้แบบนี้ น้ำตาก็จะไม่ไหล
“ยามะ…”
แล้วโลกทั้งโลกก็หยุดลงณวินาทีที่ยูอิจิเรียกชื่อเค้าและรั้งร่างทั้งร่างเข้าไปกอดไว้ ยามะถูกรั้งให้นั่งเกยอยู่บนตักของชายหนุ่ม ใบหน้าของยูอิขิแนบลงกับแผ่นอกบางและริมฝีปากที่แตะลงบนผิวเนื้อเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆรินรดออกมายามยูอิจิพูด
“คิดดีแล้วเหรอที่ถอดเสื้อออกแบบนี้”
“คิดสิ คิดแล้ว ...”
แม้จะสะท้านกายเพราะลมหายใจร้อนรินรดแต่ยามะไม่ได้ขืนตัวหนี เค้ายินดีถ้าหากว่าเป็นยูอิจิอะไรก็ให้ได้ทั้งนั้น
มือเล็กยกขึ้นโอบรอคอของยูอิจิเอาไว้หลวมๆ
“ยู ....”
“หืมห์”
“ยูรู้ใช่ไหมว่าฉัน ... ฉันน่ะรักยู”
“.......”
“ขอแค่ยูรู้ นอกนั้นยูจะทำอะไรก็ได้ ก็แล้วแต่ยู ….!!!!.....”
ร่างบางถูกกดลงบนโวฟาหลังใหญ่แล้วก็ถูกร่างของยูอิจิ ทาบทับ ยามะพีที่ยังงงงันได้แต่กระพริบตาปริบๆเมื่อข้อแขนเล็กๆถูกมือของยูอิจิพันธนาการไว้เหนือหัว
แผ่นอกเปลือยเปล่าปรากฏชัดแก่สายตา ผิวกายสีน้ำผึ้งเนียลละเอียดบนเรือนร่างกลมกลึงชวนหลงใหลจนยูต้องอดใจไว้หนักหนาที่จะไม่ทำอะไรรุนแรงจนผิวเนื้อบอบช้ำ
ริมฝีปากหยักได้รูปจรดลงไปตรงกลางอกของยามะพี
“รู้สิ”
แล้วก็เริ่มซุกไซร้บริเวณซอกคอ ยามะหน้าแดงเรื่อเมื่อร่างที่ทาบทับเบียดสะโพกลงมาเสียจนชิด
“วันนี้ฉัน จะกอดนายนะยามะ”
... ก็ทำอยู่ไม่ใช่เหรอ...
ยามะคิดในใจ แต่ก็ไม่ได้ปัดป้องมือที่พยายามถอดกางเกงเค้าออก ไม่ได้เบี่ยงกายหนีริมฝีปากร้อนที่แตะพรมลงบนผิวเนื้อ ไม่ได้รังเกียจลมหายใจร้อนระอุที่รินรด
ก็บอกแล้วว่าถ้าเป็นยู ถ้ายูรับรู้ความรู้สึกของเค้า ยังไงก็ไม่เสียใจหรอก
ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ร่างของเค้าอยู่ใต่ร่างของยูอิจิที่ดึงเค้าไปกอดไว้กว่าครึ่ง ในกายยังรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆของยู ร่างกายเปลื่อยเปล่าที่แนบชิดกันทำให้ใบหน้าประสีแดงระเรื่ออยู่ตลอดเวลา
อยากขยับตัวแต่ก็ไม่กล้าขับเพราะบางอย่างที่ยูทิ้งเอาไว้ เหมือนมันจะไหลออกมา
ความคิดอย่างนั้นก็ทำให้ใบหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งซับสีเลือดมากขึ้นไปอีก
“เพราะนายบอกรักฉันแล้วฉันเอง ก็รักนาย เพราะงั้น วันนี้ฉัน จะกอดนาย”
ประโยคนี้ยูอิจิพูดก่อนจะฝังริมฝีปากลงบนต้นคอ(ป่านนี้มันอาจเป็นรอยสีแดงที่เด่นชัดที่สุดก็เป็นได้)
“ห้องของฉันแคบกว่าห้องนาย ฉันไม่ดังเท่านาย จนกว่านาย แล้วหน้าตาฉันไม่ได้น่ารักเหมือนนาย เพราะงั้นเลยไม่กล้าครอบครองนาย ...”
“บ้าฉันไม่ได้น่ารักสักหน่อย”ยามะบ่นอุบอิบ
“น่ารักสิ ตรงนี้ ...” ปลายนิ้วแกร่งสะกิดยอดอกของยามะเบาๆจนเจ้าตัวสะดุ้ง “น่ารักมากๆเลยล่ะ”
“ทะลึ่ง”ก็ยังคงบ่นอุบอิบอยู่ดี
ยามะกลั้นยิ้มไว้จนปวดแก้มเมื่อนึกถึงภาพของเค้าและยูอิจิเมื่อครู่ ยูไม่เคยพูดอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย เมื่อก่อนไม่เคยแม้แต่จะพูดดีด้วย แต่พอจะหวานก็ถึงเนื้อถึงตัวข้ามไปขั้นสุดท้ายเลย
“อยากจูบปากนายจังเลยยามะแต่วันนี้คงไม่ได้ ยังไม่อยากให้นายเป็นแวมไพร์กินเลือดเค็มๆของฉันหรอก” ก็นะ ได้มากกว่าจูบแล้วนี่ แค่นี้ก็น่าจะพอใจแล้ว ยามะคิดงอนๆ แต่เค้าก็ไม่อยากได้รสเลือดของยูจริงๆนะแหละ(แต่ถ้ายูอดใจไม่ไหวอยากจุบขึ้นมาจริงๆก็ ... ก็ได้นะ >0< )
“นอนได้แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าจะไม่มีแรงนะ”
“ ....”
ภายในห้องแคบๆที่มีเพียงแสงสีขาวนวลดวงเล็กๆของโคมไฟที่ตั้งอยู่บนพื้น ยามะแอบขยับตัวนิดๆเพราะว่ายังไงๆยูอิจิก็รู้สึกตัวแล้ว
แล้วแรงขยับเล็กน้อยก็กลายเป็นใหญ่โตะเพราะจู่ๆยูก็ลุกขึ้นแล้วอุ้มร่างทั้งร่างของเค้าพาขึ้นไปนอนบนเตียงด้วยกัน ใบหน้าสวยแดงซ่านขึ้นมาเสียยกใหญ่
“แปลกใจเหรอ นึกว่าฉันอุ้มนายไม่ขึ้นรึไง”
ยูพูดหลังจากที่วางยามะลงแล้วแนบกอดใกล้ชิด ปลายจมูกกดลงกับกลุ่มผมนิ่มคลอเคลียไม่ห่าง
“บ้า”
เพราะความรู้สึกที่ยูฝั่งร่างเข้าไปมันยังคงอยู่ต่างหาก ..... ยามะได้แต่คิดในใจอีกแล้ว
“ขอโทษนะที่ทำตัวไม่ดีกับนายมาตลอด แต่นั่นก็เพราะนาย นายทำให้ฉันเสียศูนย์ทุกครั้ง ยามะ..”
“....”
“หลับเถอะพรุ่งนี้ฉันจะบอกทุกอย่างกับนาย ความรู้สึกทุกอย่าง บอกนายว่าฉันรักนายแค่ไหน”
จุมพิตสุดท้ายกดลงแผ่วเบาตรงหน้าผากมน กระชับอ้อมกอดพาให้ยามะหลับใหลอย่างเป็นสุขที่สุด
พรุ่งนี้ยูอิจิจะบอกกับยามะพีว่าเค้าเองก็ชอบกินแตงโม จะบอกว่าเค้าไม่อยากให้ยามะถอดเสื้อต่อหน้าใคร ไม่ชอบให้ซุกหัวเข้าไปในเสื้อของจิน(- -“) ไม่อยากให้เดินไปไหนดึกดื่นกับศิลปินต่างค่าย แล้วก็จะบอกว่ายามะน่ารัก น่ารักกว่ายูโตะเป็นแสนเป็นล้านเท่า …….
ผิดไปแล้ว ที่เคยคิดว่ายามะยังเด็กเกินกว่าที่จะมีรัก เค้าคิดผิด ที่เค้าเสียการควบคุมไปเมื่อตอนนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าคนที่รักจนเจียนคลั่งเป็นเค้าต่างหาก รักจนไม่รู้จะทำยังไง อย่างกับเด็ก
เหมือนเด็กที่ไม่มีความคิด เด็กที่ไม่รู้อะไร เด็กที่คว้าความรักตรงหน้ามาดีๆไม่ได้ ต้องรอให้เจ็บช้ำน้ำใจกันก่อน
แต่ตอนนี้ก็ได้มาแล้ว
ยูอิจิยังคงยิ้มอยู่คนเดียวในความมืด
“ถ้ายูโตะผิดสังเกตจะว่ายังไงนะ”
อดไม่ได้ที่จะหัวเราะหึๆ ก็ยูโตะหน่ะชอบบอกเค้าเช้ากลางวันเย็นว่ารักยามะรักยามะเนื้อตัวยามะนุ่มอย่างงั้นหอมอย่างงี้ จนเค้าต้องกันยูโตะออกมาเสมอๆ(หวงกระทั่งเด็ก) แล้วนี่ถ้ารู้ว่าไปถึงไหนถึงไหนกันแล้วไม่ร้องไห้งอแงแย่เหรอ .........
.
.
.
.
.
End
ปล.จะมีคนอ่านไหมคะ